เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า
เรื่องราวของนายรถซุงขี้เมาประจำหมู่บ้าน
กับหลวงตาเจือ พระผู้เป็นตาของนายรถซุง
ซึ่งบวชมายี่สิบกว่าพรรษา เพราะว่าเบื่อทางโลก



นายรถซุง : นมัสการหลวงตา

หลวงตาเจือ : ไหว้พระเถอะ

นายรถซุง : ไหว้หลวงตานั่นแหละ

หลวงตาเจือ : อ้าวไอ้นี่..วอนซะแล้ว แล้วข้าไม่ใช่พระเรอะ

นายรถซุง : อืมมมมม...เจงของหลวงตา...งั้นเอาใหม่...นมัสการขอรับพระคุณเจ้า..

หลวงตาเจือ : เออ..เออ..เอาเหอะ...แล้ววันนี้ลมอะไรหอบเอ็งมาถึงวัดได้ละเนี่ย

นายรถซุง : ลมเพชรหึงส์ บวก กับความคิดถึงหลวงตา พัดพาให้มาครับ

หลวงตาเจือ : ไอ้ลมอะไรของเองเนี่มันพัดผ่านโรงเหล้ามาก่อนที่จะหอบเอ็งมารึไง กลิ่นละมุดมันถึงได้หึ่งขนาดนี้

นายรถซุง : แหม...หลวงตาก็...กินมานิ๊ดสสสสสสสสสสสสเดียวเอง

หลวงตาเจือ : นิดเดียวของเอ็งมันก็ขวด

นายรถซุง : ไม่ถึงองคุลีเลยหลวตา

หลวงตาเจือ : ไม่ถึงองคุลีของเอ็งนี่เทใส่ถาดใช่ไม๊

นายรถซุง : ประมาณน๊านนนนนน
เอ่อ...นี่...หลวงตา...ทำไมกินเหล้ามันถึงบาปล่ะ

หลวงตาเจือ : ไอ้กินเหล้าน่ะมันไม่บาปหรอก
แต่กินเข้าไปแล้วนี่สิ...การกระทำต่อไปนั่นแหละ..บาป...

นายรถซุง : บาปยังไงล่ะหลวงตา...มะข้าววววววจายยยยย

หลวงตาเจือ : อุบ๊ะ..ไอ้นี่...ที่เอ็งกินเหล้ามาแล้วมาพูดจาระคายหูข้าอยู่นี่ก็บาปแล้ว...

นายรถซุง : บาปไงอ่ะ...ไม่ได้ไปกอดคอตบหัวลูบเป้าหลวงตาจั๊กกะหน่อย

หลวงตาเจือ : เอายังงี้เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง จะเอาสั้นๆรึว่ายาวๆ

นายรถซุง : เอาสั้นๆ..ขี้เกียจฟังยาว

หลวงตาเจือ : สั้นๆก็ ทำผิดศีล...บาป จบ

นายรถซุง : อ้าว.......ไหงมันสั้นแท้....งั้นขอยาวยาว...สมองกระบือปัญญาสุนัขอย่างผมมันจะได้เข้าใจ


หลวงตาเจือ : มันยังงี้...พระพุทธองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่า การดื่มสุราหรือเครื่องหมักดองของเมาทั้งหลายนั้น แม้นว่ามันจะไม่ผิดธรรมเนียมประเพณีก็ตามที แต่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วนั้น มันทำให้ขาดสติ ขาดความระงับยับยั้งใจ ขาดความละอาย จึงมักกระทำการใดใดโดยไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดผลร้าย ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ท่านจึงกำหนดไว้ในศีลห้า อันเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานของพุทธบริษัท สุราเมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา คือการงดเว้นการเสพเครื่องดองของเมาทุกชนิด

นายรถซุง : อ้าว...เหรอ...มันแปลว่างดเว้นเหรอหลวงตา
ผมนึกว่ามันแปลว่า สุรากินเป็นระยะ ไม่ใช่เงินของพระแล้วจะมาห้ามกุทำไม...


หลวงตาเจือ : แหม....อยากจะประเคนเอ็งด้วยกระโถนแท้ๆ ทำศาสนาเสื่อม
ไอ้ที่ห้ามเนี่ยไม่ได้หมายว่าไม่ดี ไปทั้งหมด อันว่าสรรพสิ่งในโลกมันล้วนมีคุณและมีโทษ สุราก็เฉกเช่นเดียวกันกับของทั้งมวล คือมีทั้งคุณ และโทษ หากรู้จักใช้ หยิบข้อดีของมันมา มันก็เป็นประโยชน์ แต่หากเกินความพอดีมันก็เป็นโทษ อย่างสุราเนี่ย คนโบราณเขาก็เอาไปเข้าเครื่องยา เพื่อสกัด หรือเร่ง สรรพคุณในตังยาให้ออกฤทธิ์ อันนี้ก็ถือเป็นข้อดีของสุรา แต่ข้อเสียก็คือมันออกฤทธิ์ กดประสาท ดื่มเข้าไปมากๆก็เมา พอเมาก็ขาดสติ พอขาดสติ ละทีนี้ ศีลที่เหลืออีกสี่ข้อมีอันละเมิดเกลี้ยง คำพระท่านจึงว่าการดื่มสุราเป็นโลกวัชชะ คือเป็นความผิดที่โลกตำหนิติเตียน

นายรถซุง : แล้วถ้าสมมิตว่ากินเหล้าแล้วไม่ทำใครเดือดร้อน ไม่ไประรานใครล่ะ จะถือว่าบาปไม๊อ่ะหลวงตา

หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเดือดร้อนเวลาเอ็งกินเหล้า

นายรถซุง : ไมอ่ะ...เงินก็เนผม...กินเสร็จผมก็นอน...ไม่ได้ไปกวนประสาทส่วนปลายเท้าใครซักกะหน่อย...

หลวงตาเจือ : แล้วไอ้ที่มานั่งเป๋อเหรอเสนอหน้าอยู่นี่ล่ะ....

นายรถซุง : อันนี้มาด้วยความคิดถึง.....

หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจนะ....ลองคิดตามข้า
เงินที่ซื้อเหล้าเป็นเงินเอ็งก็จริง กินแล้วไม่ไปไล่ประหัตประหารใคร ไม่ไปตะโกนด่าพ่อด่าแม่ใคร ไม่ไปลักขโมยของใคร ไม่ไปผิดลูกผิดเมียใคร
แต่เอ็งคิดถึงบุรพการีเอ็งรึยัง ตอนเอ็งกินเหล้าเขาทุกข์ใจรึเปล่า
แค่เอ็งทำให้เขาเศร้าใจ ขุ่นเคืองไม่สบายใจ อันนี้ก็บาปแล้ว
บาปที่ไม่ได้ยุดฉุดรั้งบุรพการีให้พ้นจากกองทุกข์ มิหนำซ้ำยังฉุดเขาให้จมดิ่งลงไปสู่ห้วงอบายที่เอ็งอยู่อีก


นายรถซุง : อืมมมม...เนอะ...

หลวงตาเจือ : ยังมีอีก ถึงแม้คนอื่นไม่เดือนร้อนกะเอ็ง แล้วตัวเอ็งล่ะ เดือดร้อนรึเปล่า กินเหล้าเข้าไปเมาแล้วนอนสบายดีอยู่ไม๊...แค่ทำให้ตัวเองลำบาก..นี่ก็บาปเช่นกัน

นายรถซุง : อืมมมมมมมมมม...เนอะ....

หลวงตาเจือ : ข้าพูดมาขนาดนี้เนี่ย เห็นทางสว่างรึยัง

นายรถซุง : เห็นรำไรรำไร..แต่ยังหาทางไปไม่เจอ...หลวงตามีไฟฉายไม๊

หลวงตาเจือ : เอ็งจะเอาไปทำอะไร

นายรถซุง : ก็เอามาหาทางสว่างไง....

หลวงตาเจือ : อ่ะนี่...

นายรถซุง : อะไรอ่ะหลวงตา...


หลวงตาเจือ : สปอร์ตไลท์...คนบาปหนาปัญญาทึบอย่าเอ็ง...ไฟฉายท่าจะสว่างไม่พอ...
มันต้องสปอร์ตไลท์ ดวงตาจะได้เห็นธรรมซักที

ขอความช่วยเหลือให้เด็กกำพร้าที่อยุธยา

มีเด็กประมาณ 90 กว่าคน   มีทั้งเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย   อายุตั้งแต่ 4 ขวบเป็นต้นไป
โดยเด็กทั้งหมดอยู่ในความดูแลของ พระครูปลัดแฉล้ม ฐานวโร   เจ้าอาวาสวัดบางเพลิง
อำเภอบางปะหัน   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ลำบากมาก ทั้งอาหาร   เสื้อผ้า หรือสิ่งของจำเป็นที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน
บางมื้อต้องนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาฉีกใส่กะละมังใบใหญ่ ( ขนาดเท่าที่เราใช้ซักผ้า)   ไม่ว่าจะเป็น
ยี่ห้ออะไร รสอะไร โดนผสมอยู่ใบกะละมังใบเดียวกันหมด   ฉีกซองเครื่องปรุงใส่ลงไป
แล้วต้มในน้ำร้อน   แล้วเด็กทุกคนไม่ว่า เด็กเล็ก เด็กโต ก็ต้องกินบะหมี่ในกะละมังใบนี้ทุกคน   เพราะไม่มีอะไรให้กิน
บางครั้งมีพ่อค้าใจดีนำผักมาบริจาคให้ แต่ก็แทบไม่มีเครื่องปรุงจะมาทำอาหารให้เด็กกิน

จึงขอความช่วยเหลือ เพื่อเด็กที่น่าสงสารเหล่านี้   ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวสาร   อาหารแห้ง  
ขนม   เครื่องครัว เช่น น้ำมัน   น้ำปลา   น้ำตาล เป็นต้น (สิ่งที่จำเป็นที่สุดตอนนี้คือข้าวสาร   อาหารแห้ง)

ร่วมบริจาคได้ที่วัดบางเพลิง   เลขที่ 20   หมู่ 3   อ.บางปะหัน
จ.พระนครศรีอยุธยา   โทร.. 081-8527934 ,  035-710443

(
ท่านพระครูปลัดแฉล้ม   ฐานวโร   ได้ฝึกหัดเด็ก ๆ เหล่านี้ให้เล่นดนตรีไทย
ปี่พาทย์มอญวงใหญ่   และอังกะลุง เพื่อหารายได้ช่วยพี่น้องที่อาศัยอยู่ที่วัดบางเพลิง
สนใจติดต่อได้ที่ที่อยู่ด้านบนนะคะ)

รบกวนช่วยกัน forward mail หรือบอกต่อ   ไปให้เพื่อนฝูง หรือคนที่รู้จัก
เพื่อที่จะได้ทำบุญร่วมกันนะคะ
        


 

โดนจายยยย.

posted on 07 Nov 2008 10:24 by sarjaruwan
เอาไว้เป็นกำลังใจ ในเวลาที่ใจเรา รู้สึกท้อถอย  กับพฤติกรรมคนรอบข้าง....  

 


ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง


หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า
' ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ '

หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า


'
เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ '
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา


'
คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง
เป็นนักมวย เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ
'

'
มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเ ยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้
'

'
อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ
บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
'

'
สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน
คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ

ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่า อย่าทำ อย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์
ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล '

'
แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ ' ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้วเริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

'
เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระ ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม
'

'
เข้าใจครับหลวงตา ' เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง
 

ได้รับมาจากเมล์เอามาเก็บซะหน่อย

edit @ 6 Nov 2008 10:40:43 by PrettyGirl

edit @ 7 Nov 2008 10:21:47 by PrettyGirl

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 05 Mar 2008 09:06 by sarjaruwan

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก