หลวงตาเจือกับนายรถซุง : กินเหล้าแล้วได้อะไร
posted on 15 Dec 2008 09:33 by sarjaruwan
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า
เรื่องราวของนายรถซุงขี้เมาประจำหมู่บ้าน
กับหลวงตาเจือ พระผู้เป็นตาของนายรถซุง
ซึ่งบวชมายี่สิบกว่าพรรษา เพราะว่าเบื่อทางโลก
นายรถซุง : นมัสการหลวงตา
หลวงตาเจือ : ไหว้พระเถอะ
นายรถซุง : ไหว้หลวงตานั่นแหละ
หลวงตาเจือ : อ้าวไอ้นี่..วอนซะแล้ว แล้วข้าไม่ใช่พระเรอะ
นายรถซุง : อืมมมมม...เจงของหลวงตา...งั้นเอาใหม่...นมัสการขอรับพระคุณเจ้า..
หลวงตาเจือ : เออ..เออ..เอาเหอะ...แล้ววันนี้ลมอะไรหอบเอ็งมาถึงวัดได้ละเนี่ย
นายรถซุง : ลมเพชรหึงส์ บวก กับความคิดถึงหลวงตา พัดพาให้มาครับ
หลวงตาเจือ : ไอ้ลมอะไรของเองเนี่มันพัดผ่านโรงเหล้ามาก่อนที่จะหอบเอ็งมารึไง กลิ่นละมุดมันถึงได้หึ่งขนาดนี้
นายรถซุง : แหม...หลวงตาก็...กินมานิ๊ดสสสสสสสสสสสสเดียวเอง
หลวงตาเจือ : นิดเดียวของเอ็งมันก็ขวด
นายรถซุง : ไม่ถึงองคุลีเลยหลวตา
หลวงตาเจือ : ไม่ถึงองคุลีของเอ็งนี่เทใส่ถาดใช่ไม๊
นายรถซุง : ประมาณน๊านนนนนน
เอ่อ...นี่...หลวงตา...ทำไมกินเหล้ามันถึงบาปล่ะ
หลวงตาเจือ : ไอ้กินเหล้าน่ะมันไม่บาปหรอก
แต่กินเข้าไปแล้วนี่สิ...การกระทำต่อไปนั่นแหละ..บาป...
นายรถซุง : บาปยังไงล่ะหลวงตา...มะข้าววววววจายยยยย
หลวงตาเจือ : อุบ๊ะ..ไอ้นี่...ที่เอ็งกินเหล้ามาแล้วมาพูดจาระคายหูข้าอยู่นี่ก็บาปแล้ว...
นายรถซุง : บาปไงอ่ะ...ไม่ได้ไปกอดคอตบหัวลูบเป้าหลวงตาจั๊กกะหน่อย
หลวงตาเจือ : เอายังงี้เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง จะเอาสั้นๆรึว่ายาวๆ
นายรถซุง : เอาสั้นๆ..ขี้เกียจฟังยาว
หลวงตาเจือ : สั้นๆก็ ทำผิดศีล...บาป จบ
นายรถซุง : อ้าว.......ไหงมันสั้นแท้....งั้นขอยาวยาว...สมองกระบือปัญญาสุนัขอย่างผมมันจะได้เข้าใจ
หลวงตาเจือ : มันยังงี้...พระพุทธองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่า การดื่มสุราหรือเครื่องหมักดองของเมาทั้งหลายนั้น แม้นว่ามันจะไม่ผิดธรรมเนียมประเพณีก็ตามที แต่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วนั้น มันทำให้ขาดสติ ขาดความระงับยับยั้งใจ ขาดความละอาย จึงมักกระทำการใดใดโดยไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดผลร้าย ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ท่านจึงกำหนดไว้ในศีลห้า อันเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานของพุทธบริษัท สุราเมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา คือการงดเว้นการเสพเครื่องดองของเมาทุกชนิด
นายรถซุง : อ้าว...เหรอ...มันแปลว่างดเว้นเหรอหลวงตา
ผมนึกว่ามันแปลว่า สุรากินเป็นระยะ ไม่ใช่เงินของพระแล้วจะมาห้ามกุทำไม...
หลวงตาเจือ : แหม....อยากจะประเคนเอ็งด้วยกระโถนแท้ๆ ทำศาสนาเสื่อม
ไอ้ที่ห้ามเนี่ยไม่ได้หมายว่าไม่ดี ไปทั้งหมด อันว่าสรรพสิ่งในโลกมันล้วนมีคุณและมีโทษ สุราก็เฉกเช่นเดียวกันกับของทั้งมวล คือมีทั้งคุณ และโทษ หากรู้จักใช้ หยิบข้อดีของมันมา มันก็เป็นประโยชน์ แต่หากเกินความพอดีมันก็เป็นโทษ อย่างสุราเนี่ย คนโบราณเขาก็เอาไปเข้าเครื่องยา เพื่อสกัด หรือเร่ง สรรพคุณในตังยาให้ออกฤทธิ์ อันนี้ก็ถือเป็นข้อดีของสุรา แต่ข้อเสียก็คือมันออกฤทธิ์ กดประสาท ดื่มเข้าไปมากๆก็เมา พอเมาก็ขาดสติ พอขาดสติ ละทีนี้ ศีลที่เหลืออีกสี่ข้อมีอันละเมิดเกลี้ยง คำพระท่านจึงว่าการดื่มสุราเป็นโลกวัชชะ คือเป็นความผิดที่โลกตำหนิติเตียน
นายรถซุง : แล้วถ้าสมมิตว่ากินเหล้าแล้วไม่ทำใครเดือดร้อน ไม่ไประรานใครล่ะ จะถือว่าบาปไม๊อ่ะหลวงตา
หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเดือดร้อนเวลาเอ็งกินเหล้า
นายรถซุง : ไมอ่ะ...เงินก็เนผม...กินเสร็จผมก็นอน...ไม่ได้ไปกวนประสาทส่วนปลายเท้าใครซักกะหน่อย...
หลวงตาเจือ : แล้วไอ้ที่มานั่งเป๋อเหรอเสนอหน้าอยู่นี่ล่ะ....
นายรถซุง : อันนี้มาด้วยความคิดถึง.....
หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจนะ....ลองคิดตามข้า
เงินที่ซื้อเหล้าเป็นเงินเอ็งก็จริง กินแล้วไม่ไปไล่ประหัตประหารใคร ไม่ไปตะโกนด่าพ่อด่าแม่ใคร ไม่ไปลักขโมยของใคร ไม่ไปผิดลูกผิดเมียใคร
แต่เอ็งคิดถึงบุรพการีเอ็งรึยัง ตอนเอ็งกินเหล้าเขาทุกข์ใจรึเปล่า
แค่เอ็งทำให้เขาเศร้าใจ ขุ่นเคืองไม่สบายใจ อันนี้ก็บาปแล้ว
บาปที่ไม่ได้ยุดฉุดรั้งบุรพการีให้พ้นจากกองทุกข์ มิหนำซ้ำยังฉุดเขาให้จมดิ่งลงไปสู่ห้วงอบายที่เอ็งอยู่อีก
นายรถซุง : อืมมมม...เนอะ...
หลวงตาเจือ : ยังมีอีก ถึงแม้คนอื่นไม่เดือนร้อนกะเอ็ง แล้วตัวเอ็งล่ะ เดือดร้อนรึเปล่า กินเหล้าเข้าไปเมาแล้วนอนสบายดีอยู่ไม๊...แค่ทำให้ตัวเองลำบาก..นี่ก็บาปเช่นกัน
นายรถซุง : อืมมมมมมมมมม...เนอะ....
หลวงตาเจือ : ข้าพูดมาขนาดนี้เนี่ย เห็นทางสว่างรึยัง
นายรถซุง : เห็นรำไรรำไร..แต่ยังหาทางไปไม่เจอ...หลวงตามีไฟฉายไม๊
หลวงตาเจือ : เอ็งจะเอาไปทำอะไร
นายรถซุง : ก็เอามาหาทางสว่างไง....
หลวงตาเจือ : อ่ะนี่...
นายรถซุง : อะไรอ่ะหลวงตา...
หลวงตาเจือ : สปอร์ตไลท์...คนบาปหนาปัญญาทึบอย่าเอ็ง...ไฟฉายท่าจะสว่างไม่พอ...
มันต้องสปอร์ตไลท์ ดวงตาจะได้เห็นธรรมซักที
เรื่องราวของนายรถซุงขี้เมาประจำหมู่บ้าน
กับหลวงตาเจือ พระผู้เป็นตาของนายรถซุง
ซึ่งบวชมายี่สิบกว่าพรรษา เพราะว่าเบื่อทางโลก
นายรถซุง : นมัสการหลวงตา
หลวงตาเจือ : ไหว้พระเถอะ
นายรถซุง : ไหว้หลวงตานั่นแหละ
หลวงตาเจือ : อ้าวไอ้นี่..วอนซะแล้ว แล้วข้าไม่ใช่พระเรอะ
นายรถซุง : อืมมมมม...เจงของหลวงตา...งั้นเอาใหม่...นมัสการขอรับพระคุณเจ้า..
หลวงตาเจือ : เออ..เออ..เอาเหอะ...แล้ววันนี้ลมอะไรหอบเอ็งมาถึงวัดได้ละเนี่ย
นายรถซุง : ลมเพชรหึงส์ บวก กับความคิดถึงหลวงตา พัดพาให้มาครับ
หลวงตาเจือ : ไอ้ลมอะไรของเองเนี่มันพัดผ่านโรงเหล้ามาก่อนที่จะหอบเอ็งมารึไง กลิ่นละมุดมันถึงได้หึ่งขนาดนี้
นายรถซุง : แหม...หลวงตาก็...กินมานิ๊ดสสสสสสสสสสสสเดียวเอง
หลวงตาเจือ : นิดเดียวของเอ็งมันก็ขวด
นายรถซุง : ไม่ถึงองคุลีเลยหลวตา
หลวงตาเจือ : ไม่ถึงองคุลีของเอ็งนี่เทใส่ถาดใช่ไม๊
นายรถซุง : ประมาณน๊านนนนนน
เอ่อ...นี่...หลวงตา...ทำไมกินเหล้ามันถึงบาปล่ะ
หลวงตาเจือ : ไอ้กินเหล้าน่ะมันไม่บาปหรอก
แต่กินเข้าไปแล้วนี่สิ...การกระทำต่อไปนั่นแหละ..บาป...
นายรถซุง : บาปยังไงล่ะหลวงตา...มะข้าววววววจายยยยย
หลวงตาเจือ : อุบ๊ะ..ไอ้นี่...ที่เอ็งกินเหล้ามาแล้วมาพูดจาระคายหูข้าอยู่นี่ก็บาปแล้ว...
นายรถซุง : บาปไงอ่ะ...ไม่ได้ไปกอดคอตบหัวลูบเป้าหลวงตาจั๊กกะหน่อย
หลวงตาเจือ : เอายังงี้เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง จะเอาสั้นๆรึว่ายาวๆ
นายรถซุง : เอาสั้นๆ..ขี้เกียจฟังยาว
หลวงตาเจือ : สั้นๆก็ ทำผิดศีล...บาป จบ
นายรถซุง : อ้าว.......ไหงมันสั้นแท้....งั้นขอยาวยาว...สมองกระบือปัญญาสุนัขอย่างผมมันจะได้เข้าใจ
หลวงตาเจือ : มันยังงี้...พระพุทธองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่า การดื่มสุราหรือเครื่องหมักดองของเมาทั้งหลายนั้น แม้นว่ามันจะไม่ผิดธรรมเนียมประเพณีก็ตามที แต่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วนั้น มันทำให้ขาดสติ ขาดความระงับยับยั้งใจ ขาดความละอาย จึงมักกระทำการใดใดโดยไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดผลร้าย ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ท่านจึงกำหนดไว้ในศีลห้า อันเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานของพุทธบริษัท สุราเมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา คือการงดเว้นการเสพเครื่องดองของเมาทุกชนิด
นายรถซุง : อ้าว...เหรอ...มันแปลว่างดเว้นเหรอหลวงตา
ผมนึกว่ามันแปลว่า สุรากินเป็นระยะ ไม่ใช่เงินของพระแล้วจะมาห้ามกุทำไม...
หลวงตาเจือ : แหม....อยากจะประเคนเอ็งด้วยกระโถนแท้ๆ ทำศาสนาเสื่อม
ไอ้ที่ห้ามเนี่ยไม่ได้หมายว่าไม่ดี ไปทั้งหมด อันว่าสรรพสิ่งในโลกมันล้วนมีคุณและมีโทษ สุราก็เฉกเช่นเดียวกันกับของทั้งมวล คือมีทั้งคุณ และโทษ หากรู้จักใช้ หยิบข้อดีของมันมา มันก็เป็นประโยชน์ แต่หากเกินความพอดีมันก็เป็นโทษ อย่างสุราเนี่ย คนโบราณเขาก็เอาไปเข้าเครื่องยา เพื่อสกัด หรือเร่ง สรรพคุณในตังยาให้ออกฤทธิ์ อันนี้ก็ถือเป็นข้อดีของสุรา แต่ข้อเสียก็คือมันออกฤทธิ์ กดประสาท ดื่มเข้าไปมากๆก็เมา พอเมาก็ขาดสติ พอขาดสติ ละทีนี้ ศีลที่เหลืออีกสี่ข้อมีอันละเมิดเกลี้ยง คำพระท่านจึงว่าการดื่มสุราเป็นโลกวัชชะ คือเป็นความผิดที่โลกตำหนิติเตียน
นายรถซุง : แล้วถ้าสมมิตว่ากินเหล้าแล้วไม่ทำใครเดือดร้อน ไม่ไประรานใครล่ะ จะถือว่าบาปไม๊อ่ะหลวงตา
หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเดือดร้อนเวลาเอ็งกินเหล้า
นายรถซุง : ไมอ่ะ...เงินก็เนผม...กินเสร็จผมก็นอน...ไม่ได้ไปกวนประสาทส่วนปลายเท้าใครซักกะหน่อย...
หลวงตาเจือ : แล้วไอ้ที่มานั่งเป๋อเหรอเสนอหน้าอยู่นี่ล่ะ....
นายรถซุง : อันนี้มาด้วยความคิดถึง.....
หลวงตาเจือ : เอ็งแน่ใจนะ....ลองคิดตามข้า
เงินที่ซื้อเหล้าเป็นเงินเอ็งก็จริง กินแล้วไม่ไปไล่ประหัตประหารใคร ไม่ไปตะโกนด่าพ่อด่าแม่ใคร ไม่ไปลักขโมยของใคร ไม่ไปผิดลูกผิดเมียใคร
แต่เอ็งคิดถึงบุรพการีเอ็งรึยัง ตอนเอ็งกินเหล้าเขาทุกข์ใจรึเปล่า
แค่เอ็งทำให้เขาเศร้าใจ ขุ่นเคืองไม่สบายใจ อันนี้ก็บาปแล้ว
บาปที่ไม่ได้ยุดฉุดรั้งบุรพการีให้พ้นจากกองทุกข์ มิหนำซ้ำยังฉุดเขาให้จมดิ่งลงไปสู่ห้วงอบายที่เอ็งอยู่อีก
นายรถซุง : อืมมมม...เนอะ...
หลวงตาเจือ : ยังมีอีก ถึงแม้คนอื่นไม่เดือนร้อนกะเอ็ง แล้วตัวเอ็งล่ะ เดือดร้อนรึเปล่า กินเหล้าเข้าไปเมาแล้วนอนสบายดีอยู่ไม๊...แค่ทำให้ตัวเองลำบาก..นี่ก็บาปเช่นกัน
นายรถซุง : อืมมมมมมมมมม...เนอะ....
หลวงตาเจือ : ข้าพูดมาขนาดนี้เนี่ย เห็นทางสว่างรึยัง
นายรถซุง : เห็นรำไรรำไร..แต่ยังหาทางไปไม่เจอ...หลวงตามีไฟฉายไม๊
หลวงตาเจือ : เอ็งจะเอาไปทำอะไร
นายรถซุง : ก็เอามาหาทางสว่างไง....
หลวงตาเจือ : อ่ะนี่...
นายรถซุง : อะไรอ่ะหลวงตา...
หลวงตาเจือ : สปอร์ตไลท์...คนบาปหนาปัญญาทึบอย่าเอ็ง...ไฟฉายท่าจะสว่างไม่พอ...
มันต้องสปอร์ตไลท์ ดวงตาจะได้เห็นธรรมซักที